
หากเอ่ยชื่ออาจินต์ ปัญจพรรค์ ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์แล้ว นักอ่านทั้งหลายก็คงนึกถึงเรื่องสั้นลือชื่อชุดเหมืองแร่ ซึ่งได้มีโอกาสปรากฏในรูปของภาพยนตร์เมื่อเร็วๆ นี้ ผลงานของอาจินต์ ปัญจพรรค์นับเป็นเรื่องสั้นชั้นครูที่อยู่ในดวงใจของนักเขียนรุ่นหลังหลายคน ดังที่อัญชันเคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับหนังสือในดวงใจซึ่งมีมากมาย และหนึ่งในจำนวนนั้นมีเรื่อง “เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลึก” ของอาจินต์ ปัญจพรรค์รวมอยู่ด้วย
เรื่องนี้กล่าวถึงชายสองคนรอดชีวิตจากพายุที่พัดเอาเรือใหญ่จมหายลงทะเลด้วยการโดดลงเรือเล็กได้ทันการณ์ คนหนึ่งเป็นกะลาสีเรือที่มีประสบการณ์ทางน้ำมากว่าครึ่งชีวิต ส่วนอีกคนเป็นเศรษฐีใหญ่ที่บังเอิญประสบภัยธรรมชาติครั้งนี้ เมื่อคนทั้งสองต้องมาลงเรือลำเดียวกัน ทั้งสองต่างหาวิธีให้ตนได้ในสิ่งที่ต้องการเพื่อความอยู่รอดของชีวิต ขณะเดียวกันทั้งสองก็ช่วงชิงความเป็นนายทุนผู้ครอบครองสมบัติ ซึ่งจะมีค่ามหาศาลเมื่อขึ้นฝั่ง แต่แล้วทั้งสองก็ไม่อาจเอาชนะชะตากรรมในเรือครั้งนี้ไปได้ แม้กระนั้นสมบัติที่ประดับกายก็ช่วยให้ผู้พบศพเห็นชัยชนะของนายทุนในที่สุด
เนื้อเรื่องข้างต้นน่าสนใจมากตรงที่ผู้เล่าเรื่องมิได้เฉลยอย่างหมดจด แต่ให้ผู้อ่านขบคิดเองว่า ในตอนท้ายเรื่อง ใครกันแน่ที่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินจนทำให้ผู้พบศพสันนิษฐานว่า คนหนึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่ ส่วนอีกคนเป็นคนรับใช้หรือเป็นกุ๊กประจำเรือ ซึ่งก็อาจคิดได้ทั้งสองทางว่า ในที่สุดแล้วกะลาสีเรือก็ไม่ยอมแลกสมบัติกับเศษขนมปังและยอมหิวจนตาย หรืออีกทางหนึ่งก็คือ เศรษฐีนั้นเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะด้วยการแลกเศษขนมปังกับได้สมบัติของตนกลับคืนมาในที่สุด แต่ใครจะได้สมบัติไว้นั้นไม่สำคัญเท่ากับว่าในที่สุดแล้วคนทั้งสองก็ไม่อาจมีชีวิตรอดต่อไป และสมบัติดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยชีวิตแต่อย่างใด ความขัดแย้งที่ทำท่าว่าจะเป็นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ กลับกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งในท้ายที่สุดมนุษย์ที่เล็กกระจ้อยร่อยก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ธรรมชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ผู้เล่าเน้นบรรยายให้เห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในด้านกายภาพระหว่างกะลาสีกับเศรษฐี ดังที่ว่า “คนหนึ่งผิวดำคล้ำแดด ร่างกายกำยำเพราะเป็นกะลาสีเรือ ตลอดชีวิตของเขามีแต่กลิ่นเหล้า คาวทะเล และงาน ๆ ๆ ซึ่งหนักอึ้งจนกล้ามเนื้อทุกอณูพองขึ้นมาต้อนรับความตรากตรำเหล่านั้น อีกคนหนึ่งผิวขาวเพราะเคยอยู่แต่ในชายคาตึกและประทุนรถเก๋ง ข้อมือเล็กแต่มากด้วยเนื้อเพราะบริบูรณ์อาหารการกิน มีนาฬิกาและแหวนราคาแพงเท่าค่าอาหารของคนจนเป็นปี ๆ” แต่ความแตกต่างข้างต้นกลับทำให้เห็นความเหมือนของวิธีคิดและการต่อรองระหว่างคนทั้งสองได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือคนทั้งสองเห็นความสำคัญของวัตถุที่มีค่า มีราคา และมีความหมายต่อการเป็นนายทุน เมื่อสังคมยอมรับนับถือสมบัติเหล่านี้ว่าเป็นเครื่องประดับเศรษฐีแล้ว คนที่เคยเป็นก็ยังอยากจะเป็นตลอดไป ส่วนคนที่ไม่เคยเป็นก็ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้เป็นสักครั้งหนึ่งในชีวิต
ผู้เล่าเรื่องได้ถ่ายทอดบทสนทนาและวิธีคิดของเขาทั้งสองให้เราได้เห็นการต่อรองเพื่อการอยู่รอด ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นเนื้อหาหลักที่วนเวียนอยู่กับสมบัติพัสถานของเศรษฐีกับความสำคัญของขนมปังสองแถว และน้ำดื่มในกระติกเล็กของกะลาสี การเล่าเรื่องของผู้รู้แจ้งด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเสียดสี ทำให้เราตระหนักถึง “สาร” ที่ผู้เขียนสื่อได้อย่างชัดเจน ตัวละครทั้งสองต่างก็งัดกลเม็ดที่จะมาต่อรอง โดยหวังจะครอบครองทรัพย์สินเงินทองซึ่งจะมีค่ามากมายหากได้ขึ้นฝั่ง แต่ถ้าอยู่ในเรือแล้ว ทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้ก็มีค่าเพียงแค่ก้อนขนมปังและหยาดน้ำเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น
เรื่องนี้กล่าวถึงชายสองคนรอดชีวิตจากพายุที่พัดเอาเรือใหญ่จมหายลงทะเลด้วยการโดดลงเรือเล็กได้ทันการณ์ คนหนึ่งเป็นกะลาสีเรือที่มีประสบการณ์ทางน้ำมากว่าครึ่งชีวิต ส่วนอีกคนเป็นเศรษฐีใหญ่ที่บังเอิญประสบภัยธรรมชาติครั้งนี้ เมื่อคนทั้งสองต้องมาลงเรือลำเดียวกัน ทั้งสองต่างหาวิธีให้ตนได้ในสิ่งที่ต้องการเพื่อความอยู่รอดของชีวิต ขณะเดียวกันทั้งสองก็ช่วงชิงความเป็นนายทุนผู้ครอบครองสมบัติ ซึ่งจะมีค่ามหาศาลเมื่อขึ้นฝั่ง แต่แล้วทั้งสองก็ไม่อาจเอาชนะชะตากรรมในเรือครั้งนี้ไปได้ แม้กระนั้นสมบัติที่ประดับกายก็ช่วยให้ผู้พบศพเห็นชัยชนะของนายทุนในที่สุด
เนื้อเรื่องข้างต้นน่าสนใจมากตรงที่ผู้เล่าเรื่องมิได้เฉลยอย่างหมดจด แต่ให้ผู้อ่านขบคิดเองว่า ในตอนท้ายเรื่อง ใครกันแน่ที่เป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินจนทำให้ผู้พบศพสันนิษฐานว่า คนหนึ่งเป็นพ่อค้าใหญ่ ส่วนอีกคนเป็นคนรับใช้หรือเป็นกุ๊กประจำเรือ ซึ่งก็อาจคิดได้ทั้งสองทางว่า ในที่สุดแล้วกะลาสีเรือก็ไม่ยอมแลกสมบัติกับเศษขนมปังและยอมหิวจนตาย หรืออีกทางหนึ่งก็คือ เศรษฐีนั้นเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะด้วยการแลกเศษขนมปังกับได้สมบัติของตนกลับคืนมาในที่สุด แต่ใครจะได้สมบัติไว้นั้นไม่สำคัญเท่ากับว่าในที่สุดแล้วคนทั้งสองก็ไม่อาจมีชีวิตรอดต่อไป และสมบัติดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยชีวิตแต่อย่างใด ความขัดแย้งที่ทำท่าว่าจะเป็นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ กลับกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งในท้ายที่สุดมนุษย์ที่เล็กกระจ้อยร่อยก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ธรรมชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
ผู้เล่าเน้นบรรยายให้เห็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในด้านกายภาพระหว่างกะลาสีกับเศรษฐี ดังที่ว่า “คนหนึ่งผิวดำคล้ำแดด ร่างกายกำยำเพราะเป็นกะลาสีเรือ ตลอดชีวิตของเขามีแต่กลิ่นเหล้า คาวทะเล และงาน ๆ ๆ ซึ่งหนักอึ้งจนกล้ามเนื้อทุกอณูพองขึ้นมาต้อนรับความตรากตรำเหล่านั้น อีกคนหนึ่งผิวขาวเพราะเคยอยู่แต่ในชายคาตึกและประทุนรถเก๋ง ข้อมือเล็กแต่มากด้วยเนื้อเพราะบริบูรณ์อาหารการกิน มีนาฬิกาและแหวนราคาแพงเท่าค่าอาหารของคนจนเป็นปี ๆ” แต่ความแตกต่างข้างต้นกลับทำให้เห็นความเหมือนของวิธีคิดและการต่อรองระหว่างคนทั้งสองได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือคนทั้งสองเห็นความสำคัญของวัตถุที่มีค่า มีราคา และมีความหมายต่อการเป็นนายทุน เมื่อสังคมยอมรับนับถือสมบัติเหล่านี้ว่าเป็นเครื่องประดับเศรษฐีแล้ว คนที่เคยเป็นก็ยังอยากจะเป็นตลอดไป ส่วนคนที่ไม่เคยเป็นก็ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้เป็นสักครั้งหนึ่งในชีวิต
ผู้เล่าเรื่องได้ถ่ายทอดบทสนทนาและวิธีคิดของเขาทั้งสองให้เราได้เห็นการต่อรองเพื่อการอยู่รอด ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นเนื้อหาหลักที่วนเวียนอยู่กับสมบัติพัสถานของเศรษฐีกับความสำคัญของขนมปังสองแถว และน้ำดื่มในกระติกเล็กของกะลาสี การเล่าเรื่องของผู้รู้แจ้งด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเสียดสี ทำให้เราตระหนักถึง “สาร” ที่ผู้เขียนสื่อได้อย่างชัดเจน ตัวละครทั้งสองต่างก็งัดกลเม็ดที่จะมาต่อรอง โดยหวังจะครอบครองทรัพย์สินเงินทองซึ่งจะมีค่ามากมายหากได้ขึ้นฝั่ง แต่ถ้าอยู่ในเรือแล้ว ทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้ก็มีค่าเพียงแค่ก้อนขนมปังและหยาดน้ำเพื่อประทังชีวิตเท่านั้น
การต่อรองระหว่างความเป็นนายทุนกับการดำรงอยู่ของชีวิตนั้น นับเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้เขียนตั้งไว้ในผู้อ่านฉุกใจคิด แม้ว่าเรื่องสั้นนี้จะเขียนไว้นานมากแล้ว(พ.ศ.๒๔๙๗) แต่ยังคงทันสมัย ยิ่งการดำรงอยู่ในสังคมบริโภคนิยมปัจจุบันด้วยแล้ว ผู้คนยิ่งต้องรู้เท่าทันความสำคัญระหว่างวัตถุกับชีวิตให้มาก เพราะเรามักหลงใหลกับสิ่งที่ครอบครองอยู่ หรือเคยครอบครอง จนต้องหาทางไขว่คว้าการครอบครองนั้นให้กลับมาอยู่ในมืออีกครั้งแม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยศักดิศรี ศีลธรรมหรือชีวิตก็ตาม นับเป็นความหลงผิดของมนุษย์โดยแท้

